Bitcoin เป็นสกุลเงิน จำพวก Cryptocurrency (BTC) ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยกลุ่มคนนามสมมติว่า ซาโตชิ นากาโมโตะ ในช่วงต้นปีของปี 2552 ซึ่งมีจุดประสงค์และเหตุผลที่เกิดจากความผันผวนของค่าเงินและหลีกเลี่ยงการล้มละลายของค่าสกุลเงินใดสกุลหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเวเนซูเอลล่า ที่มีค่าเงินในตลาดโลกต่ำลงเรื่อยๆเพราะความล้มเหลวของการบริหารจัดพิมพ์ธนบัตรในประเทศ Cryptocurrency จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อปกป้องทรัพย์สินของพวกเขาจากการผันผวนและอำนาจของสถาบันการเงินต่างๆในแต่ละประเทศ

            ในช่วงต้นปี 2560 เป็นช่วงที่เรียกได้ว่าจุดรุ่งโรจน์ของสกุลเงินอย่าง Bitcoin เลยก็ว่าได้จากสถานการณ์ที่ค่าสกุลเงินในหลายๆประเทศได้ต่ำลง ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ต่างๆสนใจนำทรัพย์สินของตัวเองเข้าสู่ระบบ Cryptocurrency กันมากขึ้นซึ่งมูลค่าของ Bitcoin ได้พุ่งขึ้นสูงไปถึง 4,700 ดอลลาร์หลังจากนั้นในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน ราคาก็พุ่งทะยานขึ้นสูงถึงราวๆ 20,000 ดอลลาร์กลายเป็นที่จับตามองและเหล่าผู้คนมากมายหันมาสนใจกวาดซื้อสกุลเงิน Bitcoin กันเพื่อหวังจะเก็งกำไร แต่ก็ต้องผิดหวังไปเพราะ ราคาของสกุลเงิน Bitcoin กลับดิ่งลงต่ำเรื่อยๆจนถึงปี 2562 ที่มีราคาต่ำสุดอยู่เพียงแค่ 3,400 ดอลลาร์

            หลังจากที่ทาง Bitcoin ได้เข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับทาง Paypal ดูเหมือนว่าชาวเก็งกำไรที่กำลังถือสกุลเงิน Bitcoin อยู่กำลังจะมีเฮ เพราะราคากำลังพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งอย่างในเดือน ตุลาคมที่ผ่านมาราคาของ Bitcoin ก็ได้พุ่งขึ้นสูงอีกครั้งและยังสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งครั้งนี้ประเมิณราคาอยู่ที่ 13,840 ดอลลาร์ ส่วนเหตุผลที่ทำให้เกิดการผันผวนและกลับมามีมูลค่าสูงขนาดนี้อาจจะเป็นการร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ของ Paypal กับ Bitcoin ที่ส่งผลให้เหล่านักลงทุนและ สถาบันการเงินมีความคล่องตัวง่ายมากขึ้นที่จะนำทรัพย์สินของตนเองเข้าสู่ระบบ Cryptocurrency นอกจากจะมีเหตุผลในด้านที่ต้นทุนของทรัพย์สินตัวเองไม่ผันผวนไปตามตลาดหุ้นโลกแล้ว ราคาของ Bitcoin ยังไม่ผันผวนไปตามภาวะเศรษฐกิจโลก อย่างที่เกิดวิกฤตในช่วงที่มีการระบาดของไวรัส โควิดที่ผ่านมา

            หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าสกุลเงินบิทคอยน์นั้นมีข้อได้เปรียบต่างจากการเล่่นหุ้นในสกุลเงินพื้นฐานอย่างไร ซึ่งเหตุผลเหล่านี้อาจจะเป็นเหตุผลเดียวกันกับที่เหล่านักลงทุนหันเข้าสู่ตลาด Cryptocurrency ก็เป็นได้

  1. ตลาด Cryptocurrency ไม่มีเวลาเปิดปิด

หากเป็นตลาดหุ้นอาจจะมีเวลาเปิดปิดของตลาดในแต่ละที่ซึ่งช่วงเวลาเปิดปิดนั้นก็ยังเป็นไปตามเวลาในแต่ละพื้นที่อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นตลาดหุ้นในทวีปยุโรปที่มีเวลาเปิดปิดต่างจากบ้านเราเองราวๆ 8-10 ชั่วโมง ทำให้อาจจะเป็นอุปสรรคต่อนักเล่นหุ้นหลายๆคนด้วยช่วงเวลาที่แตกต่าง แต่ตลาด Cryptocurrency ไม่มีเวลาเปิดปิดเราสามารถทำกำไรและขาดทุนได้ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับความผันผวนของตัวตลาดเองเท่านั้น

  1. ตลาด Cryptocurrency ไม่ผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจโลก

ในช่วงเวลาที่หลายๆประเทศกำลังเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจ ตัวสกุลเงินบิทคอยน์ไม่ได้ผันผวนไปตามกระตลาดโลกแต่อย่างใด การจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงของมูลค่ามีเพียงแค่การเพิ่มขึ้นของ อุปสงค์ และ อุปทานในตลาดเดียวกันเท่านั้น

  1. Bitcoin ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาตีพิมพ์และมูลค่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลไหน

หากประเทศไหนมีการตีพิมพ์ธนบัตรขึ้นมาใช้เอง จะทำให้มูลค่าของสกุลเงินนั้นลดลงแต่ Bitcoin ไม่ได้เป็นอย่านั้น การที่จะมี Bitcoin เพิ่มขึ้นในตลาดนั้น เป็นไปได้หลายทางอย่างการขุดสกุลเงินบิทคอยน์และการซื้อขายกันผ่านเวปโบรเกอร์ต่างๆ การที่มีเทคโนโลยีบล็อคเชนเข้ามาทำให้สกุลเงินของบิทคอยน์นั้นมีอยู่อย่างจำกัดประมาณ 21 ล้านหน่วยเท่านั้น

            จากเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมาจึงทำให้เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากว่า ตลาดบิทคอยน์นั้นจะเป็นอย่างไรจะซ้ำรอยเดิมกับตลาดบิทคอยน์เมื่อปี 2560 หรือไม่ แต่การที่สถาบันการเงินและนักลงทุนหุ้นต่างๆกันเข้ามาลงทุนในระบบ Cryptocurrency กันมากขึ้นก็จะยิ่งทำให้เกิดความเสถียรในตลาดมากขึ้นไปด้วย

Share:

administrator